3/14/2560

What's Microsoft Enterprise Mobility Suite (EMS) - Part 1

HI FOLKs
เพื่อน ๆ น่าจะพอรู้จักกับ Soltuion ที่เกี่ยวข้องกันกับ การทำ Business Mobility อื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น Airwatch , Mobileiron or IBM (MAS360) ซึ่งวันนี้ ผมจะมาแนะนำ ตัวเลือกอื่น ๆ ในกลุ่มของ แบบเดียวกันนั้นก็คือ Microsoft Enterprise Mobility Suite (EMS) ซึ่งในต่อไป ผมจะเรียกว่า EMS นะครับ
What’s Microsoft Enterprise Mobility Suite (EMS)
เป็นกลุ่ม cloud ของ Micorosft ที่เข้ามาตอบโจทย์ในเรื่อง ของ BYOD ซึ่งในกลุ่มของ cloud ที่เข้ามาเกี่ยวข้องกันภายใน EMS มีดังนี้
  1. Microsoft Azure Active Directory Premium for hybrid identity management
  2. Microsoft Intune for mobile Device and application management
  3. Microsoft Azure Rights Management for information Protection
Screen Shot 2558-07-31 at 14.35.37
ซึ่งกลุ่ม Cloud Service เหล่านี้นั้นถูกสร้างมาเพื่อให้มีหน้าที่ทั้งหมด 3 ส่วนด้วยกันไม่ว่าจะเป็น
  • Identity & Access Management
  • Mobile Device , App & Data Management (MDM,MAM,MCM)
  • Information Protection
ซึงหน้าที่ต่าง ๆ นั้นทำให้ องค์กรสามารถครอบคลุมในการ control Mobile Device ที่นำเข้ามาใช้งานกับในส่วนของ Cooperate Resource นั้นได้เป็นอย่างเดี ทำให้การทำงาน business Mobility นั้นมีความปลอดภัยมากขึ้น โดย Microsoft Intune นั้นก็สามารถ Support Device ไม่ว่าจะเป็น IOS,Android and Windows platform ได้
แล้วรุ้หรือไม่ว่า ESM นั้นสามารถทำงานร่วมกันกับ Office 365 ได้เป็นอย่างดีอีกด้วย เพื่อส่งเสริม การทำงาน On-Cloud ได้เป็นอย่างดี
Screen Shot 2558-07-31 at 14.40.27
ซึ่งวันนี้ผมขอ เข้ามาแนะนำใน EMS เป็นการเริ่มต้นก่อนนะครับ ในส่วนต่อไป ผมจะเข้ามาเพิ่มการทำงาน ใช้เชิงลึก ของ
  1. Microsoft Azure Active Directory Premium for hybrid identity management
  2. Microsoft Intune for mobile Device and application management
  3. Microsoft Azure Rights Management for information Protection
ในโอกาศหน้าครับ

TC
2017/03/14

3/12/2560

ขั้นตอนการขอใช้งาน Azure Credit เดือนละ 25$ แบบฟรี ๆ หนึ่งปีครับ

Hi Foks

หลังจากได้เห็นขั้นตอนการใช้งานของ Cloud ของ Microsoft Azure  มาหลายรูปแบบ แล้วนะครับ มาวันนี้เลยมาแนะนำ ขั้นตอนในการ ขอการใช้งาน Azure แบบฟรี กันเลยเดือนละ 25$ และได้ Continue มาใช้งานฟรี ๆ ทุกเดือนเป็นเวลา หนึ่งเดือนนะครับ รวมแล้ว 300$ กันเลยทีเดียว

Prerequisite 

  • Account email ของ Hotmail นะครับ
  • บัตรเดรดิต ซึ่ง Microsoft จะตัดไป 1$ ในการ verify ครั้งแรกครั้ง
  • Internet น่าจะมีกันอยู่แล้วนะครับ

Let do it

Step 1 : ทำการเข้าไปที่ URL https://www.microsoft.com/itprocloudessentials/en-US/#/home

แล้วทำการเลือก JOIN NOW

Step 2 : ทำการกรอกข้อมูล Contact information เข้าไปให้ครบนะครับ โดยเฉพาะ ช่องที่มีดอกจันสีแดง

Step 3 : ระบบจะทำการ identification ด้วย โทรศัพท์นะครับ ให้กรอกเบอร์มือถือของเราเข้าไปนะครับ เลือกประเทศไทยด้วยนะครับ ด้วย ระบบจะส่ง sms ไปผิดประเทศ 55

Step 4 : เมื่อทำการ Sign up เรียบร้อยแล้วทุกท่านก็สามารถจะเข้ามาที่ Portal ของ IT Pro Cloud Essentials เรียบร้อยครับ ดังตัวอย่างด้านล่าง แล้วหลังจากนั้นให้เลือกทำการเข้าไปที่ Cloud Service 

Step 5 : ก็จะเจอ การขอ Microsoft Azure Credit นะครับ ซึ่งจะให้ใช้ฟรีเดือนละ 25$ เลยทีเดียว เป็นเวลาทั้งหมด 12 Month นะครับ ก็ทำการ กด Click ได้เลย

Step 6 : ให้ทำการ Sign in ด้วย user ของเราเมือ่กี้ครับ ระบบก็จะพาเราไป register ในการใช้งานอีกรอบหนึ่งนะครับ

Step 7 : ให้ทำการ Sign up อีกครั้งหนึ่ง โดย กรอกร ข้อมูลในแต่ละ Step โดยใน Step Payment information นั้นต้องกรอก ข้อมูล บัตรเครดิต โดยจะทำการ หักเงินแค่ 1$ หรือ 30 บาทเท่านั้นครับ หลังจากนั้นเรียบร้อย แล้วก็สามารถเริ่มใช้งาน Microsoft Azure ได้ทันทีเลยครับผม


บทสรุป : หลังกจากทำตามขั้นตอนแค่นีทุกคนก็จะได้มีสิทธิในการใช้ cloud เดือนละ 25$ ได้ฟรีเลยครับ จะเอาไปทำ DRaaS หรือ Wordpress ไว้ใช้งานก็ทำได้เลยทันทีครับ ขอบให้ทุกคนสนุกกันการเรียนรู้ใหม่ ๆ นะครับ

TC
2017/03/12

3/11/2560

มาสร้าง DR บน MICROSOFT AZURE BY AZURE SITE RECOVERY PART 2

HI FOLKs

สวัสดีสำหรับเช้าวันเสาร์นะครับวันนี้เราก็มาต่อเนื่องกันในเรื่อง Azure Site Recovery แบบ Step by Step นะครับ มาเริ่มกันเลยดีกว่า

ถ้ายังไม่ได้ดู part 1 : รบกวนอ่านก่อนนะครับ 

Let Do It

หลังจากที่บทความที่แล้วผมได้เกริ่นในเรื่องของเจ้า Azure Site Recovery (ASR) ไปวันนี้จะมีสู่ขั้นตอนทดสอบและใช้งานจริงกันคูครับ ก่อนอื่นเลยผมขอให้ทุกท่านเช็คความพร้อม(Prerequisite) ตามรูปด้านล่างนี้ก่อนนะครับ

Prerequisites

เรื่องรายละเอียดปลีกย่อยต่าง ๆ ผมขอข้ามนะครับผมจำนำสู่ขั้นตอนการติดตั้งและใช้งานมาให้เลยนะครับ

สิ่งที่ต้องเตรียมผมขอแยกออกเป็น 3 ส่วนหลักต่าง ๆ ดังนี้

Azure subscription account
  • จะต้องมี Virtual Network สำหรับใช้งานตอน Test failover
  • จะต้องมี Storage Account สำหรับเก็บ Data ที่ใช้ Replicated ขึ้นไปครับ
  • และสุดท้ายจะต้องมี Site Recovery Vault สำหรับใช้ ในการใช้ Service เจ้า ASR กันครับ
VMware vSphere or VMware vSphere vCenter (5.x , 6,x)

Configuration Server คือเจ้าเซิฟเวอร์ที่ทำหน้าที่ Communicate ระหว่าง DC เรากับ Azure ซึ่งข้างในก็จะมี Components แยกอีกสองตัวที่เคยเกริ่นไว้ก่อนหน้านี้นะครับ โดยสามารถติดตั้งได้ทั้ง Physical or Virtual Machine แต่จะต้องเป็น Windows Server 2012 R2 เท่านั้นนะครับ

Replicated machine คือเครื่องที่เราต้องการทำ DR นั้นเองครับ สำหรับ Windows Support ขั้นต่ำที่ 2008 R2 และ สำหรับ Linux Support ตั้งแต่ Red Hat Enterprise Linux 6.7, 6.8, 7.1, or 7.2; Centos 6.5, 6.6, 6.7, 6.8, 7.0, 7.1, or 7.2; Oracle Enterprise Linux 6.4 or 6.5 running either the Red Hat compatible kernel or Unbreakable Enterprise Kernel Release 3 (UEK3), SUSE Linux Enterprise Server 11 SP3. และที่สำคัญปัจจุบัน Azure ยังรองรับ Disk สูงสุดอยู่ที่ 1023 GB ต่อ 1 ลูกนะครับ

หลังจากที่เตรียมความพร้อมและรายละเอียดต่าง ๆ ดังรายการยข้างต้นแล้ว ก็มาดูวิธีการติดตั้ง Configuration Server กันก่อนนะครับ


Step 1 : ทำการสร้าง Azure Site recovery Vault (แนะนำให้ทำบนเครื่องที่เราเตรียมไว้สำหรับ Configuration Server)


โดยจะสังเกตว่าวิธีที่เราเข้าไปเลือก Service นี้คือ เปิดเข้า Portal Azure เข้ามาแล้วเลือก New (+) --> Monitoring + Management และทำการเลือก Backup and Site Recovery (OMS) 

Step 2 : ทำการตั้งชื่อ Site Recovery Vault และตั้งชื่อ Resource Group ใหม่ หรือจะใช้ของเดิมที่มีอยู่ก็ได้ครับ


Step 3 : เมื่อทำการสร้าง Site Recovery Vault แล้วให้กลับไปที่ Dashboard --> All Resources และเลือก Site Recovery Vault ที่เราสร้างไว้และดูในหัวข้อ Getting Started เลือก Site Recovery --> Step 1 --> Protection Goal ให้เลือกตามภาพนะครับแล้วกด OK



Step 4 : ให้ กด เลือกที่ ปุ่ม Configuration Server แล้วทำการ Download vault registration key และตัวติดตั้ง ข้อที่ 3 แล้วก็ 4 นะครับ



Step 5 : ให้ทำการติดตั้ง Software Configuration Server ที่เครื่องของเราได้แล้วนนะครับ
ในกรณีติดตั้งคร้งแรก ให้เลือก option แรกครับ
เลือก i accept the third party license agreement.
เลือก brows vault registration key ที่เรา โหลดมาก่อนนี้เข้าไปครับ

ถ้าองก์กรเราต้องใช้ proxy ต้องเลือก Option 2 นะครับ แล้วใช้ค่าของ proxy เข้าไป

ระบบติดตั้งจะทำการตรวจสอบ minimum requirement ครับ ถ้าติดตัวแดงตรงไหนรบกวนแก้ไขด้วยนะครับ

ทำการใส่ password ของ MySQL ให้กับ Configuration Server นะครับ
ต้องทำการติดตั้ง vSphere PowerCLI 6.0 ก่อนนะครับถ้ายังไม่ติดต้องติดตั้งให้เรียบร้อยก่อนนะครับ
ทำการเลือก path location สำหรับการติดตั้ง Configuration Server นะครับ
ให้ทำการเลือก ขา interface ที่เราจะใช้ replication VMs ไปที่ Azure นะครับ ซึ่งสามารถใช้งานบน ADSL ได้ด้วย

ระบบก็จะทำการติดตั้งตาม Step จนเรียบร้อย หลังจากนั้นให้เรา ทำการ Restart เครื่องหนึ่งรอบ ตาม Style Microsoft นะครับ (55)

Step 6 : เมื่อเครื่อง Configuration server ถูกติดตั้งเรียบร้อยแล้ว ละทำการ Restart เรียบร้อย จะเห็น icon ที่ desktop ของเราว่า cspsconfigtool ให้ทำการ Double click เรียกขึ้นมา ให้ไปที่ tab Manage Accounts และทำการเลือก add Account ขึ้นมา แล้วทำการใส่ account ของ vCenter เข้าไปให้เรียบร้อย

เมื่อทำการกด Ok แล้วรบกวนไปชงกาแฟ หรือเข้าห้องน้ำก่อนนะครับ เพราะ ต้องรอให้ user ถูก sync ไปยัง Azure ก่อน :)

Step 7 : ให้ทำการ Add vCenter บน Azure ในส่วนของ Site Recovery Vault แล้วกรอก ip ของ vCenter และเลือก accoutn ในการ logon ตามที่เราตั้งไว้ใน on Premise


Step 8 : ในขั้นตอนนี้เราจะต้องเพิ่ม Storage account สำหรับให้ Azure site recovery ทำการ rep data มาเก็บไว้นะครับ

Step 9 : ให้ทำการสร้าง Virtual Network (Vnet) สำหรับในการกำหนด network class ที่จะใช้ใน วงของ VM ที่จะถูก Rep มานะครับ

Step 10 : ในส่วนถัดมาของเราจะต้องกำหนด Policy ในการ Replicate Data ดังนี้
  • ชื่อของ Policy
  • Recovery point objective ที่จะให้แจ้งเตือน โดยปกติแล้ว ASR จะ Rep แบบ Continuous
  • ในส่วนของช่องถัดมาคือระยะเวลาที่เราจะเลือกย้อนกลับไปได้ มากสุด 72 Hrs
  • และสุดท้ายคือชองที่จะให้เจ้า Process Server ทำการ Snapshot ข้อมูล ทุก ๆ กี่นาที

Step 11 : ให้ทำการเลือก Deployment plan แล้วกด Ok ครับ


Step 12 : ให้ทำการตรวจสอบ VMs ที่เราจะ replicate ไปครับ ซึ่ง ASR นั้น require ต้องทำการติดตั้ง agent นะครับ โดย ตรวจสอบดังนี้นะครับ
  • Network firewall ระหว่าง Configuration server ไปยัง VMs ทุกตัวนะครับ
  • Allow firewall ของ VMs นะครับ
  • user domain admin ของเครื่อง หรือ local admin ของเครื่อง (add ตรง Step 6)

Step 13 : เราก็จะมาเริ่มทำการ Replicate VMs แล้วนะครับ 
  • ให้เลือก Step Replicate Application แล้ว Click Ok ให้ทำการเลือก Storage Account และ Vnet ที่เราได้สร้างไว้ก่อนหน้านี้ได้เลยครับ
  • ให้ทำการเลือก VM ที่เราจะ protected กันนะครับ ดังภาพเราเลือก VM-AD01 นะครับ
  • ถัดมาในส่วนของ Config propoerties หัวข้อ account ให้เราเลือก type ของ OS นะครับ windows or linux ซึ่จะเห็นว่ายังเลือไม่ได้ เพราะเรายังไม่ได้ลง agent 
  • และสุดท้ายให้เราเลือก Policy ที่เราสร้างไว้ก่อนหน้านี้ครับ ในกรณีว่าเรา replicate หลาย VMs นะครับ เมื่อเลือกแล้วให้เราทำการ Enable replication
  • หลังจากเรียบร้อย แล้วก็ Enable ก็รออย่างเดียวครับในการ replication 




ตอนนี้ก็ได้แต่รออย่างเดียวแล้วนะครับใน replication


บทสรุป ตอนนี้เราก็สามารถสร้าง Service ในการ replication VMs ขึ้นไปยัง Azure นะครับ สำหรับในการ ทำ DR บน Azure บทความหน้าก็จะเป็นการ ทดสอบ Test failover และ planned and Unplanned ครับผม

ขอขอบคุณ น้องนัท AMR ASIA อีกครั้งนะครับ

Link Part 1 : http://era-cloud.blogspot.com/2017/03/microsoft-azure-site-recovery.html

TC 
2017/09/11


3/10/2560

วิธีการขอ lic NFR Key ฟรี จาก Veeam Software นะครับ

Hi Folks



ตอนนี้ผมเชื่อว่าทุก ๆ ท่านคงได้อ่าน ความสามารถของ Veeam Software แล้ว จะเห็นว่า Veeam ของเรานั้นทำอะไรได้มากมายเลยทีเดียว บางท่านคงอยากจะนำไปทดลองใช้ว่า ฟีเจอร์ต่าง ๆ เป็นยังไงบ้างนะครับ วันนี้ทางผม เลยมาแนะนำ Link ในการที่จะ ขอ NFR Key มาลองใช้กัน นะครับ

Let Do it!

Veeam Agent for Linux NEW

Veeam Agent for linux เป็นตัว agent สำหรับ backup linux server ที่เป็น physical host หรือ Virtual machine ที่ run อยู่บน KVM , Anutanix acropolis , Microsoft Azure หรือ AWS นะครับ ขอได้ตาม Link นี้เลยครับ https://go.veeam.com/free-nfr-veeam-agent-for-linux

Veeam Backup for Microsoft Office 365 NEW

Veeam Backup for Microsoft office 365 สำหรับเพื่อน ๆ ที่ใช้งาน office 365 ที่เป็น E1 ต้องการจำให้ผ่านข้อกฏหมายเรื่อง พรบ คอมพิวเตอร์ ที่ต้องเก็บ log 90 วัน สามารถใช้ตัวนี้ไปเติมเต็ม ให้ o365 ของเราปลอดภัย และสามารถ restore email ได้ด้วยตัวเองนะครับ ขอได้ตาม link นี้เลย https://go.veeam.com/free-nfr-veeam-backup-microsoft-office-365

Veeam Availability Suite

Veeam Availability Suite สำหรับเพือน ๆ ที่ยังไม่มี backup software หรือ Monitoring system สามารถทำการ download จาก era-cloud.blogspot.com และขอ key เพื่อไปทดลองการใช้งานแบบ 100% Feature ได้ที่ link นี้นะครับ  https://go.veeam.com/free-nfr-veeam-availability-suite


หวังว่าเพื่อน ๆ คงจะทดลองการใช้งาน แล้วติดขัดอย่างไรสามารถสอบถามผมได้นะครับผม

TC
2017/03/10

3/07/2560

มาสร้าง DR บน MICROSOFT AZURE BY AZURE SITE RECOVERY PART 1


HI Folk



Introduction to Azure Site Recovery

บทความนี้ผมจะกล่าวถึงการใช้งานเซอร์วิสตัวหนึ่งของ Microsoft Azure ที่ทุกคนสามารถใช้งานได้ไม่ยากและที่สำคัญฟรี 1 เดือนด้วยครับสำหรับรายละเอียดเรื่องฟรี เดี๋ยวผมจะมาอธิบายอีกทีนะครับ ก่อนอื่นต้องบอกว่า Microsoft Azure นั้นมีเซอร์วิสมากมายจริงๆที่ให้หยิบมาใช้กัน สามารถดูได้จาก Azure Marketplace แต่สำหรับบทความนี้ผมจะพูดถึงเจ้า ASR กันครับ เจ้าเซอร์วิสนี้ที่ชื่อว่า “Azure Site Recovery” (ASR) หรือเรียกสั้นๆ ว่า ASR และกันนะครับ ซึ่งเจ้าตัว ASR นี้คือเซอร์วิส Disaster Recovery as a Service (DRaaS) นั้นเองครับ
ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับเจ้า ASR (Azure Site Recovery) กันครับ 😊
What is Azure Site Recovery?
ถ้าจะพูดให้เข้าใจง่ายๆเจ้า ASR ก็คือเครื่องมือหรือบริการในการบริหารจัดการความเสี่ยงที่เกิดจากภัยพิบัติที่อาจจะเกิดขึ้นกับ Datacenter ของคุณนั้นเองหรือภาษาทุกคนน่าจะรู้จักกันดีคือการทำ BCDR (business continuity and disaster recovery) เพื่อให้เกิด availability , planned  and unplanned downtime  
Why use Site Recovery for application replication?

ต้องบอกว่าความสามารถของเจ้า “ASR” นั้นมีมากมายเหลือเกินผมขอสรุปคร่าวๆดังนี้ครับ
  •        การ Replicate VM , Test Failover, Planned and Unplanned Failover and Failback สำหรับ Hyper-V สามารถตั้งค่าในการ Replicate ได้ต่ำสุดที่ 30 วินาที และ สำหรับ VMware นั้นจะเป็นแบบ Continuous Replication ซึ่งจะ RPO ของทั้งสองแบบหลักๆ ก็จะขึ้นอยู่กับ Bandwidth นั้นเองครับ
  •         รองรับ VMware , Hyper-V และ Physical ส่วน OS รองรับทั้ง Windows\Linux
  •         รองรับการทำงานในระดับ Application-Level ด้วยรูปแบบ Application Consistency โดยการ Snapshot Data ในหน่วยความจำและTransection ทั้งหมดที่กำลังประมวลผลอยู่ ซึ่งแอพที่รองรับได้แก่ SQL(Always On), Exchange(DAG), SharePoint, SAP และอื่นๆ สามารถดูเพิ่มได้จาก Supported Workload
  •          รองรับรูปแบบการทำงานสองแบบ คือ On-premise to Azure และ Primary site to Secondary site สำหรับ รูปแบบแรกนั้นจะประหยัดค่าใช้จ่ายมากที่สุดเพราะเราไม่ต้องลงทุน Secondary Site นั้นเองครับ
  •          รองรับการสร้าง Recovery Plans สำหรับการกำหนดแผนการกู้ระบบซึ่งสามารถทำงานร่วมกับเซอร์วิสอื่นของ Azure ได้แก่ Automation and Traffic Manager เพื่อช่วยลด RTO ให้หน่อยที่สุด
  •         การทำ Test-failover โดยไม่กระทบกับ Production
  •         ใช้สำหรับการ Migration On-premise to Azure โดยจะไม่มีผลกระทบกับ Productions เลยระหว่างการ Replicate แต่จะมี ช่วง Downtime สั้นๆ สำหรับ Cutover และ การ Migration AWS to Azure
  •         ใช้สำหรับการทำ Dev/Test Environment คือการนำเครื่อง Production ของท่าน ขึ้นไป ปูยี้ปูย้ำบน Azure นั้นเองครับ ยกตัวอย่างเช่น อัพเดท Patch ใหม่ หรือ Run feature ใหม่ๆ

ทีนี้คงจะพอเห็นภาพกันบ้างแล้วนะครับว่าเจ้า “ASR” เนี่ยสามารถทำอะไรได้บ้าง.. สำหรับข้อมูลเรื่องของ Limitation ที่ Supported และ Unsupported สามารถดูได้จากลิ้งนี้เลยครับ https://docs.microsoft.com/en-us/azure/site-recovery/site-recovery-support-matrix-to-azure


ก็ขอจบเรื่องราวในการแนะนำเจ้า “ASR” ไว้เพียงเท่านี้ก่อนนะครับและสำหรับตอนต่อไปผมจะพูดถึงกรณีการใช้ “ASR” สำหรับ VMware(On-premise) to Azure ภาพด้านล่างคือรูปแบบส่วนประกอบหลักๆ(Components) ของ ASR for VMware.


P.S. Special Thank  N'Nut@AMR ASIA สำหรับบทความนี้ด้วยนะครับ
TC & Nut
2017/03/07

3/06/2560

Veeam ONE Monitoring Appliance 1.1 Download Free


Hi Folks

หลังจากเพื่อน ๆ ได้ทำการติดตั้ง Veeam Backup and replication ที่เป็น virtual appliance แล้วตอนนี้คงคิดว่า เอ๋ ถ้าอยากจะมีระบบเอาไว้ Monitoring ระบบ Hyper-visor ของเรา ยังไงดีน้าา กับเอา จะ Monitor ระบบ Backup ของเรายังไงดี แล้วอยากได้ระบบ แจ้งเตือน เวลา Hyper-visor ของเรามีปัญหา ปัญหาเหล่านี้จะหมดไปง่าย ๆ นะครับ เพียงแค่ ทำการติดตั้ง Veeam ONE Monitoring ที่อยู่ในชุด pack Veeam Availability Suite ของเรานั้นเอง สามารถโหลดจากที่นี้ได้เลยนะครับ ไม่ต้องโทรหา วู๊ดดี้ เพื่อ สั่งซื้อแต่อย่างไร



Version 
Veeam ONE Server 9.5 update 1

Hardware requirement 
VMware vSphere 5.x or VMware Workstation or Vmware Fusion
CPU : 4 vcpu
Memory : 8 GB
HDD : 60G
      100G Capacity for log and application


User : administrator
Password : P@ssw0rd

Remark 
Windows Server 2016 Standard edition without activated
If you don't have Veeam Backup and Replication licnese please require lic from www.veeam.com or your reseller

Link for require Trial Key from Veeam : https://www.veeam.com/data-center-availability-suite-vcp-download.html


Download link : https://drive.google.com/file/d/0B-xMWtqpvOCzb2x5N2VlNEpzUkE/view?usp=sharing



P.S. ส่วนวิธีการใช้งาน หรือ การ Introduction ในแต่ละ Module ทางผม จะขออนุญาต ตัดไปเป็นอีก blog หนึ่งนะครับ เพื่อให้เข้าใจง่าย รวมถึงจะอัดเสียงอธิบายเป็นภาษาไทยด้วยนะครับ รอหน่อยนะครับ

มา Move VMware VM มาจาก Datastore ไปอีกทีหนึ่ง โดยไม่ต้องใช้ Feature Vmware Storage vMotion กันเถอะ

Hi Folks

บทความนี้เขียนขึ้น เพราะเกิดเหตุการณ์อยากใช้ขึ้นมาจริง ๆ ก็คือกำลังจะอยากย้าย VM ที่อยู่ใน Data Store ของ Disk SSD มาเก็บใน Disk SATA เพื่อจะเอาพื้นที่ไปใช้ Run Project อื่น ๆ (เดี่ยวได้เห็นนะครับ) แต่ไม่ได้ติดตั้ง VMware vCenter Server เอาไว้ เลยคิดว่าหาวิธีอื่นดู มานั่นดูไปดูมา Product ของเราก็ทำได้นิหนา เลยเป็นที่มาของ Post นี้นะครับ ซึ่่ง Feature นี้ แม้แต่ Veeam Backup and Replication ตัว Free Edition ก็ยังสามารถใช้งานได้ด้วยนะครับ




Prerequisite 
  • Veeam Backup and Replication 
  • VMware vSphere 6.x
Let do it 

อันนี้นะครับ สาเหตุต้นเรื่อง มีอยู่ 2 DataStore ส่วนใหญ่ ลงไว้ใน SSD หมด ตอนนี้จะเอามาทำ Hyper-converge แต่เนื้อที่ดันไม่พอ เลยต้องย้ายไปเก็บไว้ที่อื่น


Step 1. ให้ไปที่ Menu Virtual Machine แล้วเลือกไปที่ VMware vSphere ของเราก่อนนะครับ


Step 2. ให้เลือก Virtual Machine ที่เราต้องการที่จะ Motion ไปที่อื่นนะครับ

Step 3. ให้เลือก Destination ที่เราจะ Move ไปยังปลายทางได้เลยครับ

Step 4. ให้เลือกการ Transfer Data ว่าจะผ่าน Proxy Server ตัวไหน หรือ ถ้า vSphere ของเรามี Feature การทำ vmotion อยู่ก็ให้ ไป Select check box ว่าเราจะ Force ใช้ Feature vmotion ของ VMware ครับ ถ้าไม่มี ก็ไม่ต้องไป ติ๊กอันนี้

Step 5. ทำการ Review summary ที่เรา Set จะสังเกตด้านล่าง ระบบจะถามว่า จะให้ Delete source file ด้วยไหม โดย Default นะครับจะเป็นให้ Delete ถ้าเราไม่อยากลบ ก็เอาให้ check box นี้ออก เมื่อ ตรวจดูแล้วก็กด Finish ได้เลยครับ

จากนั้นก็รอครับ เร็วช้าอยู่ที่เทคนนิค ของ Proxy ในโหมดของ Transfer Mode นะครับ ถ้ายังไม่ทราบลองเปิดอ่าน Transfer mode ของ Veeam ได้ที่นี้ครับ http://era-cloud.blogspot.com/2017/03/transport-mode-veeam-backup-replication.html

P.S. วิธีการนี้ค่อนข้างง่ายเลยทีเดียว เลยไม่ได้อัดเป็น Video ให้นะครับ แต่ถ้าติดอะไรก็สามารถสอบถามได้ตามปกตินะครับผม

TC
2017/03/06



3/04/2560

มาทำความรู้จักกันกับ Microsoft Nano Server กันดีกว่า Part 1

Hi Folks



หลังจาก Microsoft ได้ทำการ ออก ระบบปฏบัติการใหม่ภายใต้ Microsoft Windows Server 2016 Edition นั้นมีสิ่งที่เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่กับวงการ Hyper-visor ขึ้นมาเลยทันทีก็คือในส่วนที่เรียกว่า Microsoft Nano Server นั้นคือ option ใหม่ในการติดตั้ง Hyper-v ที่มีการ optimized มาเพื่อสำหรับ Private cloud or data centers. ลักษณะ ของ Nano server จะมีลักษณะเดียวกันกับ Windows Server ในแบบ Server Core mode หรือ Command line นั่นเองแต่ มีขนาดที่เล็กกว่ามาก

Nano Server นั้นมาเพื่ออะไร ?

  • เกิดมาเพื่อเป็น Compute node ของ Hyper-v รองรับหมดไม่ว่าจะ standalone or cluster
  • มาทำหน้าที่เป็น Storage host for Scale-Out File Server.
  • มาทำหน้าที่เป็น DNS Server
  • หรือมาทำหน้าที่เป็น Web server โดยใช้ Internet Information Services (IIS)
  • ทำหน้าที่เป็น  host สำหรับ application ที่ใช้บน cloud application และสามารถ run ในcontainer or virtual machine ได้

สิ่งที่แตกต่างใน Nano Server

เนื่องจาก Nano Server นั้นมีขนาดที่เล็กมาก ๆ เพื่อมาทำหน้าที่ในการ ทำงานในแบบที่เรียกว่า "cloud-native" ทำให้ Nano Server มีขนาด footprint ที่มีขนาดเล็กลง ทำให้ช่องโหว่ของความปลอดภัยนั้นสูงขึ้นรวมถึง patch ในการ upgrade ก็มีน้อยลง ทำให้ ความปลอดภัย และ ความมีเสถียรภาพของระบบ สูงขึ้นแน่นอน คราวนี้มาดูว่า สิ่งที่แตกต่างของ Nano server นั้นมีอะไรบ้าง

  • Nano Server เป็น "headless" นั้นก็คือไม่สามารถเข้าใช้งานแบบ GUI interface นั้นเอง
  • Support บน 64 bit application เท่านั้น
  • Nano Server ไม่สามารถ Promote ตัวเองเป็น Domain Controller ได้นะครับ
  • Group policy ไม่ support นะครับ. ต้องใช้ Desired State Configuration (DSC) มา apply setting แทน
  • Nano Server ไม่สามารถเอามาทำเป็น Proxy server ได้นะครับ
  • NIC teaming ไม่ support. Switch-embedded teaming (SET) สามารถใช้ได้
  • Best practices Analyzer (BPA) cmdlets and BPA integration with Server Manager ไม่ support
  • ไม่รองรับการใช้งาน HBA
  • Nano Server ไม่ต้อง Activate product key. และไม่ support Automatic virtual machine Activation (AVMA). แต่ VMs ข้างใน support KMS or Active Directory-based activation
  • Nano server มี PowerShell เฉพาะ นะครับ

คราวนี้เท่าที่จะสังเกตได้อย่างหนึ่งคือ Nano Server ถูกสร้างมาเพื่องานเฉพาะอย่าง ทำให้เหมาะมากที่จะนำมาใช้แทน Hyper-V Server ตัวหลักได้เพราะเหตุผลความปลอดภัยของระบบ และ การบริหารการจัดการ

บทสรุป 
ก็จะพอเข้าใจสิ่งที่ Nano server มาทำงานแล้วนะครับ เดี่ยว บทความหน้าจะเป็นวิธีการ สร้าง Nano Server เป็น Step by Step ให้ทุกคนอีกครั้งหนึ่งครับ


TC
2017/03/04


Veeam Availability Suite Appliance version 1.2

Hi Folks

หลังจากที่ Version ใหม่ออกมา ผมได้ถึงเวลาที่ทำการ update แล้วนะครับ ขอเชิญมา Download จากด้านล่างได้เลยครับ หลังจากได้ทำการ มีตัวอย่างในการทำงานหรือในเรื่องการช่วยเหลือในเรื่องของ Veeam มาสักพัก แต่บางท่านอาจจะอยาก จะเริ่มทดลองใช้แล้วแต่ไม่รู้เริ่มยังไง ผมเลยจับ Veeam Backup and Replication มา Pack ใส่ Windows แล้วติดตั้งให้ใช้งานให้เลยครับ ซึ่งวิธีการนำไปใช้ก็ง่าย ๆ เลยครับ ซึ่งผมทำตัวอย่างเป็น Video ให้สามารถนำไปใช้งานได้เลยทันที โดย มีความต้องการตามด้านล่างนี้นะครับ




Version 
Veeam Backup and Replication version 9.5 update 2
Veeam backup for Microsoft office 365

Hardware requirement 
VMware vSphere 5.x or VMware Workstation or Vmware Fusion
CPU : 4 vcpu
Memory : 8 GB
HDD : 60G
      200G Capacity for backup
      200G Capacity for backup

User : administrator
Password : P@ssw0rd

Remark 
Windows Server 2016 Standard edition without activated
If you don't have Veeam Backup and Replication licnese please require lic from www.veeam.com or your reseller

Link for require Trial Key from Veeam : https://www.veeam.com/data-center-availability-suite-vcp-download.html

Download Link : https://veeamsoftwarecorp-my.sharepoint.com/personal/tanawit_chansuchai_veeam_com/Documents/OVA-VBR95u2/VM-VBR95u2.rar

Video แนะนำ การติดตั้ง : https://youtu.be/-0FJQB5c3ao

3/03/2560

Transport Mode ของ Veeam Backup & Replication แตกต่างกันยังไงนะ ?

Hi Folks

เข้าใจว่าเพื่อน ๆ หลายคนคงสับสนกันการทำงานของ Veeam ในส่วนที่เรียกว่า Proxies Server ที่มีหน้าที่ในการ Backup ข้อมูลออกมาจาก Hyper visor เพื่อมาเก็บไว้ใน Repository ของ Veeam นั้นเอง กรรมวิธีนั้นของ Veeam จะเรียกการ backup ข้อมูล แต่ละวีธีว่า Transport mode นั่นเอง ซึ่งวีธีการ นั้นมีดังนี้ตามด้านล่างนะครับ

Transport Mode of Veeam Backup and Replication 

VMware 

  • Direct Storage Access  2 Mode support (Direct SAN Access , Direct NFS Access)
  • Virtual Appliance Mode
  • Network Mode
Hyper-V
  • On Host backup Mode
  • off Host backup Mode

โดย Transport Mode นั้นจะแบ่งตาม Hyper-visor ที่ใช้งานอีกนะครับ คราวนี้มาดูดีกว่า ว่าแต่ละแบบนั้นมีการทำงานแบบไหน นะครับ 

VMware 
Direct Storage Access
 - Direct SAN Access

ซึ่งขั้นตอนนี้ Proxy ของทางวีมจะทำการ ไปดึงข้อมูลออกจาก Production Storage โดยตรง ซึ่งทำให้ Proxy Server จำเป็นต้องสามารถมองเห็น Production storage ผ่านทาง FC ทำให้ เครื่องนี้จำเป็นต้องเป็น Physical Machine เท่านั้น ทำให้สามารถ ดึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุดครับ

  - Direct NFS Access

ในรูปบบนี้จะเป็นว่า proxy นั้นไปเรียกข้อมูลจาก  NAS Storage โดยตรงโดยผ่าน NFS Client ซึ่งทำให้เครื่อง Proxy นั้นสามารถเลือกใช้เป็น Virtual Machine ได้ด้วย โดยถ้าทางเราเลือกใช้ proxy server ให้สามารถใช้งาน Network 10G ประสิทธิภาพในการ Backup ข้อมูล ก็จะ เทียบเท่ากับ Direct SAN Access เลยทีเดียวครับ

Virtual Appliance Mode (VMware)


ในรูปนี้จะสังเกตว่า Proxy จะต้องเป็น Virtual machine และ จำเป็นต้องอยู่ ใน Host เดียวกัน และ proxy จำเป็นต้องเห็น Data store ทั้งหมด ของ  Host ด้วย เพราะ Veeam จะใช้เทคนิคในการ Backup VMs ในสิ่งที่เรียกว่า HotAdd คือ การนำ Disk (vmdk) ของ Virtual machine มา mount ตรงเข้าไปที่ proxy ทำให้การดึงข้อมูลนั้นทำได้อย่างรวดเร็ว  ซึ่งแตกต่างจากการดึงผ่าน Traffic ของ Network ครับ ข้อดี วิธีนี้คือ เราไม่ต้องยุ่งยากในการ set รวมถึงทำให้ระบบเราเป็น Virtual machine 100%


Network Mode (VMware)

อันนี้เป็นวิธีที่ Basic ที่สุดคือการ Backup VM โดยให้ Proxy Server นั้นไปคุยกันกับ Management traffic ของ ESXi ทำให้วิธีนี้การติดตั้งค่อนข้างง่ายที่สุด แต่ถ้าจะนำวิธีนี้มาใช้ ก็ Recommend network 10G ด้วยเช่นกันนะครับ เพราะถ้าใช้ network 1 G ก็ค่อนข้างช้าเลยทีเดียว

Microsoft Hyper-V

on-host Backup Mode (Hyper-V)

ขั้นตอนนี้จะเห็นข้อหนึ่งนะครับ ว่า backup proxy ของ Veeam จะไม่มีนะครับ ซึ่งทาง Veeam จะไปใช้ service ที่ชื่อ Data Mover service บน Hyper-v host เป็นคน backup ข้อมูลออกมา แล้วนำไปเก็บให้ ที่ Repository ทำให้การ backup วิธีนี้ค่อนข้างง่ายเลยทีเดียวเพราะ Component ที่ใช้งานนี้น้อยลงอย่างเห็นได้ชัดนนะครับ แต่ข้อเสียก็จะไป กิน Resource ของ Hyper-V เองเช่นกัน

off-host Backup Mode (Hyper-V)

ขั้นตอนนี้เราจำเป็นต้องมี proxy server แล้วนะครับ แต่ Proxy server นี้จำเป็นต้อง Turn on Hyper-v role ขึ้นมาด้วย และ เครื่องนี้จำเป็นต้องเป็น Hyper-v version เดียวกันกับ production ด้วยนะครับ วิธีนี้จะ่ช่วยในการลด impact ของ Production Hyper-V ลงด้วยนะครับ ซึ่งสามารถเลือกใช้งานแบบไหนก็ได้นะครับ ตาม requirement นะครับ

บทสรุป 
จะเห็นแล้ว่าการเลือกใช้งาน Transport Mode นั้นจริงๆ  แล้วขึ้นอยุ่กับว่าเราต้องการให้ Backup time น้อยลงขนาดไหน เพราะ proxy server ของทาง Veeam สามารถรองรับการ Scale-up or scale-out ได้ทั้งสองแบบ ฉะนั้น การเลือกใช้ Transport mode ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลาย ๆ อย่างอีกทีหนึ่งครับ แต่ บทความนี้หวังว่าจะช่วย Guide line ทุก ๆ ท่านได้นะครับ

P.S. ล่าสุดผมได้มีโอกาสไปทำงานร่วมกันกับ NetApp ประเทศไทย ได้ทำการทดสอบ Transport Mode ในแบบ ต่าง ๆ โดยการ ได้ Record เป็น Video มาดัง link ด้านล่างครับ

ขอขอบคุณ NetApp ประเทศไทยมาอีกครั้งครับ

Transport mode demo on NetApp Storage
Direct Storage Access (NFS Access + Storage snapshot)  Link https://youtu.be/RXRHRCoY0N8
Direct Storage Access (NFS Access) Link https://youtu.be/TFPKtAAWGtU
Virtual Appliance Mode Link https://www.youtube.com/watch?v=7rQ0xQpyqlU
Network Mode Link https://youtu.be/mhZofofnhHQ


TC
2017/03/03